posted on 20 Nov 2009 21:13 by sandglass-writings in Life
รู้สึกว่าบันทึกนี้ก็เป็นไปตามกระแสนิยมนิดหน่อย
สังเกตได้ว่าผู้เขียนบล๊อกแทบทุกคนจะไม่พลาดที่จะเขียนถึงเรื่อง 'ลมหนาว' ในช่วงนี้...
มันก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะเราต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เฉกเช่นฤดูกาล
เราคิดว่า...ลมหนาวนำพามาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในจิตใจของทุกคน...
และแม้ว่าเราจะไม่ค่อยชอบทำอะไรตามกระแสนิยมมากเกินไป
ความรักในฤดูหนาวอย่างแท้จริงก็ทำให้เรามิอาจต้านทานความรู้สึกอยากที่จะเขียนอะไรบางอย่างถึง 'สายลมหนาว' ผู้พัดผ่านแวะเวียนมาเพียงปีละหนสองหน (เช่นปีนี้แวะมาครั้งหนึ่ง...จากไปให้ใจหายแล้วจึงกลับมาใหม่)
เราถือเอาว่าการมาทายทักกันครั้งนี้ของลมหนาวเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในปีนี้
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกว่าความหนาวเย็นจางๆที่มาเยือนครั้งนี้ช่วยให้สิ่งต่างๆดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ทั้งที่... ความหนาว ก็มักจะมาคู่กับความเหงา และก็เคยผ่านฤดูหนาวมาแบบเหงาๆหลายครั้ง...
แม้แต่หนาวที่แล้วก็เสียน้ำตาเป็นกระบุงเพราะใครบางคน...
ทว่า...จริงๆฤดูหนาวมันก็มีอีกมุมให้สัมผัส...
จากที่ไม่กี่วันก่อนมีอารมณ์ว้าวุ่นใจชนิดที่คิดไม่ตกจนทำอะไรไม่ได้
เพียงแค่ลืมตาตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น วันที่อากาศเริ่มหนาวอย่างที่รู้สึกว่าเป็นหน้าหนาวเมืองไทยได้ที่
สิ่งคาใจก็คลี่คลายจางลงไปในความรู้สึกเยอะ
เหมือนไอเย็นๆจากลมหนาวที่ลูบไล้ผิวกายมันปลุกให้หัวใจได้เคลื่อนไหว
ผ่อนความร้อนรุ่มที่ถ่วงดึงหัวใจเอาไว้ให้เบาตัวขึ้น...
และพร้อมจะล่องลอยเพลิดเพลินไปกับเจ้าสายลมหนาว...
เพราะแบบนั้นเราจึงได้เก็บเกี่ยวความสุขบางอย่างอย่างล้นใจ
แม้ลึกๆจะแอบโศก แอบเศร้า แอบเหงาอยู่เล็กๆ ตามประสาคนอารมณ์อ่อนไหวที่มีอารมณ์ลึกซึ้งบางอย่างฝังตรึงอยู่ในเบื้องลึกของใจ...
แต่เมื่อแบ่งสัดส่วนความรู้สึกและพับเก็บอารมณ์ลบลงไว้เงียบๆแล้ว
หัวใจก็เคลื่อนไหวอย่างเริงร่าเป็นมิตรกับความหนาวได้ต่อ...
ไม่กี่วันมานี้ได้พบกับนักเขียนที่ปลื้มถึง 2 คน แต่เป็นคนละวัน
โดยเฉพาะเมื่อวานที่ได้ไปฟังพี่นิ้วกลมพูด ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ซึ่งออกจะเป็นการสัมภาษณ์มากกว่า พี่นิ้วกลมก็ตอบได้สนุกดี เป็นการเปิดหูเปิดตา
ได้เจอนักเขียนชื่อดังตัวเป็นๆ ใกล้ๆ
ได้เห็นเด็กธรรมศาสตร์ที่หน้าตาดูไฮโซสดใส และศิลป์กว่าผู้คนคุ้นเคยที่เราเจอประจำ
ได้พบแฟนคลับนิ้วกลมส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ไป
สิ่งที่พี่นิ้วกลมพูดบางอย่างเป็นสิ่งคุ้นเคยต่อความรู้สึกอยู่แล้ว ในแง่คิดของการเขียนนั้นไม่มีอะไรโดดเด่นมากเกินไป
แต่ก็กลับช่วยเติมพลังใจในเรื่องการเขียนและชีวิตเหมือนกัน
เพราะเหมือนได้ไปดูไปฟังความฝันของคนอื่นทีเป็นฝันเดียวกับของเรา
และยังทบทวนตัวเองไปด้วย มองฝีเท้าของคนอื่นไปด้วยว่าเค้าเดินกันอย่างไร...
ได้ไปเยือนธรรมศาสตร์ครั้งนี้และสำรวจดูข้างในเล็กน้อย เราสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่ไม่คุ้นชินของสถานที่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงวิถีชีวิตของนักศึกษาที่นี่ ที่ต่างออกไปจากวิถีชีวิตและสิ่งรายรอบที่สถาบันฝั่งวังหลังของเรา
เผลอใจชอบบรรยากาศที่ธรรมศาสตร์ในวันอากาศเย็นขึ้นมาจนได้
เสร็จจาก Talk ของพี่นิ้วกลมก็มืดแล้ว ออกมาเดินกึ่งชิว (chill ของจริงแนว chilly)กับเพื่อนสนิทครู่หนึ่ง
พูดคุยความในใจบางอย่างที่คาใจวันก่อน (แม้จะจางไปบ้างแล้ว) รู้สึกสบายใจขึ้นอีกระดับ
แล้วก็นั่งเรือข้ามฟากกลับ แม้ว่าจากท่าพระจันทร์มาฝั่งวังหลังจะใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาทีดี
ก็รู้สึกว่าเป็นการนั่งเรือที่มีความสุขล่องลอยอยู่ และแฝงกายในสายลมพัดมาปะทะหน้าอย่างต่อเนื่อง
รู้สึกว่าฤดูหนาวปีนี้...ไม่เหมือนเดิม
แน่นอนว่าฤดูหนาวแต่ละปีไม่มีทางเหมือนกัน ด้วยสิ่งที่ผ่านเข้ามาหลอมรวมเป็นความทรงจำที่มีใบหน้าแตกต่างกันออกไป
แต่ 'ความไม่เหมือนเดิม' ของฤดูหนาวปีนี้มันเป็นไปในแบบที่ว่ามีอะไรบางอย่างพิเศษ
มันมี 'มุมมอง' ใหม่ในหัวใจบางอย่างเกิดขึ้น...
ที่ทำให้ไม่ซึมเหงามากอย่างเคย
หรือจะเหงาจนเคยชินและลืมใส่ใจในความเหงาเสียแล้วนะ?
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจเรา...
ก็ขอบคุณลมหนาวที่ทำให้หัวใจเย็นฉ่ำพร้อมย่ำเท้าเดินต่อ
ไม่แห้งแล้งห่อเหี่ยว หนาวสะท้านถึงกลางใจอย่างเคย...
note : จะว่าไปแล้ว...
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญเกิดขึ้นอีกแล้ว
ทั้งที่บางสัปดาห์สิ่งต่างๆกลับดูนิ่งงัน อึดอัด และแสนน่าเบื่อ... จนไม่มีอะไรจะเล่า
แต่พอมีอะไรอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็กลับมีอีกหลายอย่างตามมาจนเรื่องราวที่จะเขียนมันมีอยู่เต็มไปหมด
แต่กลับไม่มีเวลาได้มานั่งเรียบเรียงและถ่ายทอดมันออกมา และเมื่อได้นั่งว่างก็กลับกลายเป็นว่าเรื่องที่เก็บสะสมมานั้นมากจนเกินจะปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกันได้ และอาจจะยาวเยิ่นเย้อเกินไป...
posted on 16 Nov 2009 17:34 by sandglass-writings in Life
สิ่งที่ต้องเข้าใจในวันนี้คือ จิตใจของคนเรานั้นต่างกัน
ไม่มีหัวใจดวงไหนของใครที่เหมือนกันสักดวง
ต่างก็มีรายละเอียด และองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนหลากมุม
แม้ว่าจะมีพื้นฐานของหัวใจที่ถูกสร้างมาให้คล้ายกันสักแค่ไหน ก็ย่อมมีความแตกต่างที่ทำให้หัวใจแต่ละดวงเป็นหัวใจอันลึกซึ้งและมีคุณค่า เป็นตัวกำหนดวิถีทางเดินและตัวตนของเจ้าของหัวใจ
หัวใจทุกดวงรู้จักที่จะรัก และต้องการความรัก
หัวใจทุกดวงเจ็บเป็น เมื่อมันถึงคราบอบช้ำ
หัวใจทุกดวงต้องการการโอบอุ้มดูแล ทว่าไม่ต้องการการบีบบังคับ
หัวใจทุกดวงต่างรู้จักความเบิกบาน อิ่มเอม มีความสุข ยามเมื่อถูกหล่อเลี้ยงด้วยความสมหวัง หรือ ความสวยงามของสิ่งเล็กน้อยรอบกายที่โลกได้หยิบยื่นมาให้
แต่ถึงอย่างนั้น...
หัวใจของเราแต่ละดวงต่างก็ไม่เหมือนกัน
ต่อให้ดูเหมือนว่าหัวใจบางดวง มีความต้องการและฝันใฝ่ในสิ่งที่คล้ายกันมากเพียงไร
มีวิถีทางที่เหมือนกันสักเพียงไหน...
"ความแตกต่าง" ก็ยังมีอยู่...
หัวใจแท้จริงแล้ว...ไร้ซึ่งพันธนาการ และพร้อมจะดิ้นหลุดจากสายใยที่เราสร้างขึ้นและผูกโยงไว้กับหัวใจอีกดวง
บางสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจในหัวใจของใครอีกคนนั้น
แท้จริงเราอาจจะไม่เข้าใจเลย เพียงแต่เลือกมองจากมุมมองตัวเอง
และความจริงมันก็มักจะเป็นอย่างนั้น...
เราต่างมองและตัดสินสิ่งต่างๆจากมุมมองตัวเอง ก่อนที่จะเปิดใจและเรียนรู้ความต้องการของใครอีกคนได้อย่างชัดเจน...
และหลายครั้งเราก็เผลอคาดหวังให้ความต้องการและการกระทำของคนอีกคนเป็นไปตามใจของเรา
ทว่า...คนเราไม่ได้ต้องการในสิ่งๆเดียวกันไปหมดทุกอย่าง และไม่สามารถกระทำในสิ่งที่อีกคนหนึ่งต้องการได้ในทุกสิ่ง...
และนั่นก็นำมาซึ่งความไม่เข้าใจ...
ความผิดหวัง...
ความเสียใจ...
หากคนเราเปิดใจต่อกัน
และรู้จัก "พูดคุย" ถึงความต้องการของตัวเองและสิ่งที่ยังไม่เข้าใจให้มากกว่านี้
พร้อมกับที่ "เปิดหัวใจ" เพื่อ "รับฟัง" ความคิดของหัวใจอีกดวงหนึ่งและรับเอามา "เข้าใจ" อย่างแท้จริง...
ใจที่ต่างก็คงพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง...
จับมือกันไปหลวมๆ...อย่างที่พร้อมจะก้าวเดินเคียงกันไปอีกยาวนานบนทางที่ยาวไกล...
แต่ในความเป็นจริง... ในหลายความสัมพันธ์ มันกลับดูเป็นเรื่องยาก
เมื่อคนเรายังไม่ยอมเปิดหูและเปิดใจ...ให้กว้างพอ...
posted on 01 Nov 2009 19:12 by sandglass-writings in Life
ช่วงที่ผ่านมา ได้ผ่านพ้นเรื่องราวมากมายหลายเรื่อง ทั้งดีและร้าย
ก็เหมือนกับในหลายจังหวะชีวิตที่เคยเป็น... ที่เคยผ่าน...
แต่ช่วงเดือนล่าสุด...
หลายสิ่งหลายอย่างเหมือนเป็นบททดสอบที่หนักหน่วง
จนทำให้รู้สึกว่ามันคือช่วงแห่งบททดสอบชีวิตบทหนึ่ง
ทั้งการสอบอันโหดร้ายเรื่องระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจ ในวิชาสรีรวิทยา ที่เพิ่งสอบไปเมื่อวันศุกร์
ซึ่งที่จริงๆแล้วพบว่าข้อสอบไม่ยากเท่าที่วาดภาพไว้แต่...เตรียมตัวไม่ถูกจุด
เพราะเน้นตามกระแสมากเกินไป เลยทำข้อสอบไม่ได้ (แม้จะไม่ยากเท่าที่คิด)
เป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่ง เพราะตั้งใจจะทำคะแนน "เรื่องหัวใจ" ให้ดีไว้
เพราะเคยสนใจด้านนี้มากเหมือนกัน
แต่ถึงข้อสอบจะตรงแนวตามที่ได้ยินได้ฟังมา ก็ทำไมได้อยู่ดี เพราะจะยากมากและต้องใช้ความคิดความเข้าใจเยอะ
ซึ่งเรายังไม่แม่นยำในเนื้อหามากพอ รูว่ายังเตรียมตัวได้ไม่ถึงที่สุด จนรู้สึกท้อใจในบางเวลา...
อีกทั้งการสอบภาคปฏิบัติที่มีจำนวนข้อไม่มาก แต่ก็ยาก และเป็นไปในรูปแบบแลบกริ๊ง
การสอบวัดความดัน ที่ตอนแรกรู้สึกว่าพอควบคุมสถานการณ์ได้ไหว ทำไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ภายในเวลา 3 นาทีนั้น กลับเป็นว่าเราพลาดเอาตอนปล่อยลมออกจากถุงลม โดยปล่อยเร็วเกินไป เพราะปุ่มหมุนหลวมมาก เลยกะไม่ถูก แค่มือโดนนิดเดียวก็ไปหมดแล้ว... เลยต้องทำใหม่ด้วยอาการรน หัวใจเต้นแรงขึ้น จนสั่นเลย...
รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีพอ จนตอนนั้นอยากร้องไห้ออกมา...
แต่เมื่อการสอบเสร็จสิ้นลงก็พบว่ามีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมากที่รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน
น้ำตาที่ใกล้จะเอ่อล้นออกมากลับแห้งเหือดหายไป
สอบเสร็จจะว่าโล่งใจก็โล่ง แต่กลับไม่ได้มีอารมณ์รู้สึกว่าอยากจะปลดปล่อยทำอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการนั่งพักเงียบๆ อ่านหนังสือผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย เขียนเรื่องราวต่างๆที่เก็บสะสมไว้ในใจในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
กลับมาถึงห้องก็เลยหยิบหนังสือ "อาจารย์ในร้านคุ้กกี้" ของคุณนิ้วกลมที่ไปซื้อมาจากงานหนังสือขึ้นมาห่อปกพลาสติกซะ...
แล้วก็ออกไปกินไอศครีมที่ท่าพระจันทร์กับเพื่อนรัก
จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านที่กาญจนบุรี...
ความรู้สึกผ่อนคลายที่เกิดขึ้นจนสัมผัสได้ชัดเจนกลับเป็นตอนที่ได้ตั๋วรถ ป.อ.และขึ้นไปบนรถเรียบร้อยแล้ว
ตอนนั้นเราขึ้นไปบนรถเป็นคนแรกเลย พอได้ที่นั่งก็วางข้าวของลงแล้วหยิบหนังสือ "อาจารย์ในร้านคุ้กกี้" ขึ้นมาวางข้างตัวเตรียมเปิดอ่าน แต่ก็ไม่ลืมจะหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนความรู้สึกสำคัญในวินาทีนั้นก่อน
การที่เราได้วางข้าวของที่หิ้วติดตัวมา และทิ้งกายลงนั่ง... แล้วรู้สึกผ่อนคลายเป็นที่สุดในวินาทีนั้น
เกิดข้อคิดอะไรบางอย่างขึ้นแก่หัวใจ...
ถ้าไม่ได้แบกของหนัก ก็จะไม่ได้รู้ว่าเมื่อวางของนั้นลงแล้วมีความสุขเพียงใด
ช่วงเวลาและเหตุการณ์ธรรมดาๆ ก็จะเป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆอย่างนั้น และอาจน่าเบื่อในบางเวลา
ทั้งที่บางครั้ง... เมื่อเราได้ผ่านพ้นอะไรหนักๆมา เรื่องธรรมดาๆกลับกลายเป็นความสุขไปได้...
เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถกลับบ้านตอนเย็นๆ
มันก็ให้อารมณ์ความรู้สึกดีๆไปอีกแบบ แสงสีทองของดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆลาลับไปนั้นบ่งบอกถึงการสิ้นสุดของภาระหน้าที่และความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงในวันนั้น ถึงเวลาพักของหัวใจทุกดวง
สังเกตได้ว่าทุกคนบนรถมุ่งสู่จุดหมายปลายทางด้วยอารมณ์คล้ายๆกันคือ
อยากกลับไปพักใจ...
กลับไปพบหน้าครอบครัวและคนรัก...
อีกบททดสอบในช่วงที่ผ่านมาคงเป็นเรื่องที่วนเวียนอยู่ภายในใจเรา
ความรู้สึกที่แสนพิเศษบางอย่างที่เราทำได้เพียง "รู้สึก" แต่ไม่อาจมี "การกระทำ" ใดๆเกิดขึ้น
จึงบอกกับตัวเองให้ "รอคอย" ที่จะมี "โอกาส" และ "จังหวะ" มาตลอด
แต่วันคืนผ่านผัน กาลเวลาเปลี่ยนเวียนหมุนไป
เพียงแค่ไม่นานนัก กลับรู้สึกว่า มันช่างยาวนานเหลือเกิน และดูจะไม่มีวี่แววตัวตนของ "โอกาสที่เฝ้ารอ" อยู่เลย
จากที่คิดในแง่บวกกับการรอคอย (เหมือนที่ได้เขียนไว้ใน entry ที่แล้ว)
กลับเริ่มคิดฟุ้งซ่านและท้อถอยในบางเวลา แต่จนวันนี้ก็ยังยืนยันที่จะ "รอคอยต่อไป"
มันเป็นบททดสอบของจิตใจเราเองที่จะทนรอคอยอย่างเป็นสุขได้มากน้อยแค่ไหน...
ขณะเดียวกันเราก็ต้องการทดสอบว่าตัวเอง "จริงจัง" กับ "ความรู้สึกพิเศษ" นี้มากแค่ไหน หรือแค่สร้างภาพ สร้างความรู้สึกขึ้นมากับจิตใจตัวเอง...
แต่เหมือนว่า...กี่วันผ่านไป ใจก็ยังเหมือนเดิม ความรู้สึกไม่จางไปเสียที
จะมีก็แต่รู้สึกร้อนรนอยากให้โอกาสนั้นมาถึง...ทั้งที่บางที อาจได้แค่อยู่กับจินตนาการแห่งการรอคอย...
บอกกับตัวเองว่า...ถ้าเหนื่อยจนไม่ไหวแล้วก็จะหยุด
ถ้าถึงวันนั้นก็จะหยุดจริงๆนะ
นี่แหละ...บททดสอบชีวิตบทหนึ่ง
ป.ล.เรื่องดีๆที่น่าจดจำในช่วงที่ผ่านมาคือ วันเกิดปีนี้ ระหว่างอ่านหนังสือสอบกันอยู่ ตอนแรกเห็นรุ่นพี่มีเซอร์ไพร้ส์วันเกิดให้เพื่อนใต้หอ ช. เหมือนกัน แค่เห็นก็รู้สึกดี ที่มีคนเกิดวันเดียวกัน และทำให้ดูเป็นวันเกิดที่คึ้กคักเป็นพิเศษ ดูไม่เหงาดี สักพักเพื่อนสนิทก็เอาของขวัญมาเซอร์ไพร้ส์ ทั้งที่จริงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะรู้ว่าวุ่นวายกับการสอบกันอยู่... แต่ก็ทำให้รู้สึกดีได้มากจริงๆ ขอบคุณเพื่อนรักมากจ้ะ
และพอกลับขึ้นหอก็เจอของขวัญวางอยู่ที่หัวเตียง ขณะที่รูมเมทหลับไปแล้ว แกะดูก็เป็นหนังสือการ์ตูน! "การ์ตูนไอ้แป้น"... รู้สึกถูกอกถูกใจมากเหมือนกัน ขอบคุณรูมเมทที่น่ารักอีกเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วยังต้องขอบคุณพี่รหัสและน้องรหัสที่พากันซื้อหนังสือให้คนละเล่ม ซึ่งตอนแรกน้องรหัสจะซื้อ "อาจารย์ในร้านคุ้กกี้" ให้แต่เผอิญเราเพิ่งไปซื้อมา... รักสายรหัสจัง ^^