ความคิดหลากประเด็นหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในสมองและหัวใจอีกครั้ง
แทบจับต้นชนปลายไม่ถูก ด้วยไม่แน่ใจว่าอยากจะเขียนเรื่องอะไรก่อนหลังดี
และจะถ่ายทอดอย่างไรให้มันผ่านตาผ่านใจผู้ที่เข้ามาพบมาอ่านได้มากที่สุดเท่าที่เราอยากแบ่งปัน

ถ้าเป็นไปได้ก็คาดหวังอยากให้มีคนเข้ามาอ่านเยอะๆ
แต่... ณ วันนี้  ความสามารถและแรงดึงดูดก็ยังไม่เพียงพอที่จะจับตาจับใจคนอ่านได้เป็นกลุ่มเป็นก้อน...
และถ้านึกดูช่วงที่ห่างหายไปอยู่เมืองนอกจนกลับมาและพยายามทำความฝันหนึ่งของตัวเองให้เป็นจริง
ก็ทำให้ต้องห่างเหินจากการเขียนนานเหมือนกัน พอเว็บ Dek-D ปรับปรุงใหม่ คนที่เคยติดตามอ่านในนั้นก็ห่างหายไป งานเขียนก็หายไปด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกว่าวันนี้ได้เขียนอะไรที่มีสาระมากขึ้นบ้างด้วยประสบการณ์ ถ้ามีเวลาจะเขียนนิยาย ก็คงจะเขียนได้ดีกว่าสมัยเด็กๆที่เขียนอะไรไม่ค่อยสมจริงขึ้นสักนิดล่ะนะ
ก็ได้แต่อาศัยวันเวลา กลับมาตั้งตัวอีกครั้งและอาศัยการฝึกฝนพัฒนาต่อไป...
อย่างน้อย ได้ทำสิ่งที่ใจรัก ทำแล้วรู้สึกดี ก็ทำให้มีความสุขขึ้นเยอะ

สัปดาห์ที่ผ่านมา...
เรื่องวุ่นวายบางเรื่องก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ตอนนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แล้ว
เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจผิด
เกิดจากมุมมองที่แตกต่าง เจออะไรนิดอะไรหน่อย ก็พาเอาการกระทำเปลี่ยนไปจนกระทั่งเรื่องไม่เป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นเรื่อง  มิตรภาพสั่นคลอน... 
จนตอนนี้เราไม่รู้จะทำยังไงได้อีก ทั้งที่เราเป็นคนกลางที่ไม่ได้มีส่วนอะไร แต่ก็พาเอามีผลกระทบโดยทั่วกันระหว่างเพื่อนสนิท เราก็แคร์มาก แต่มัน prolonged ซะจนเราเหนื่อยเกินไปที่จะพยายามตาม "ความรัก" (ในแบบเพื่อน) จากใจเพื่อนคนหนึ่งคืนมาสู่กลุ่มเพื่อนที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน... เราว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราจึงคล้ายกับเฉยชาทั้งที่ไม่อยากให้เขาต้องเดินคนเดียว ไม่อยากให้เขาต้องเหงา... แต่เขากลับทำเหมือนไม่สนใจที่จะทายทักเอง ทั้งที่ประเด็นของจุดเปลี่ยนมันไม่เกี่ยวกับเราเลย...
เพื่อนคนอื่นๆก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เลยเหมือนเรากำลังชินชาต่อเขาคนเดียว
เราไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย  แต่บางครั้งถ้าเราคิดเราคาดหวังและพยายามมากเกินไป อาจจะเหนื่อยเปล่าก็ได้
จึงปล่อยเพียงให้เธอได้คิดลำพังว่าเธอต้องการแบบไหน...
ถ้าไม่ "เสียดาย" วันเวลาที่ผ่านมาแล้วเคยรู้สึก "ผูกพัน" จริงๆหรือเปล่า?
เราไม่อาจรู้คำตอบที่เป็นความจริงในใจเธอ
 

วันศุกร์...
เรียนวิชา APK (Applied Pre-clinical Knowledge)
เป็นวิชาเรียนที่นำเอาความรู้ทางทฤษฎีที่เรียนในชั้นปีต้นๆที่ยังไม่ได้ขึ้นไปพบผู้ป่วยมาประยุกต์ใช้กับเคสผู้ป่วยจริงๆ โดยฝึกให้รู้จักลักษณะสำคัญทางคลินิค อาการแสดงในผู้ป่วยต่างๆ โดยอาจศึกษาจากโจทย์ปัญหาที่ให้และค้นคว้าเพิ่มเติม
แต่คราวนี้เป็น รูปแบบสัมมนาในห้องใหญ่ เรียนรวมกันทั้งชั้นปี  และได้พบกับผู้ป่วยคนเดียว
คงจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ได้พบผู้ป่วยแบบนี้  ซึ่งวันนี้เป็นผู้ป่วยทาลัสซีเมีย มีคุณแม่มาด้วย
ได้เรียนรู้แบบห่างไกลนิด แต่ก็ทำให้ใจใกล้ชิดและคำนึงถึง "ผู้ป่วย" มากขึ้น
นอกจากจะได้เห็นความรักที่แม่ลูกคู่หนึ่งมีให้ต่อกัน  ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคแม้จะลำบากสักเท่าไร การสร้างกำลังใจดีๆแม้จะทุกข์ยากเพียงใดก็ตาม  เราก็ยังได้แรงผลักดันแก่ใจตัวเองอีกครั้ง...
เค้าฝากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีสองไว้ว่า
"ขอให้พยายาม จริงจัง มุ่งมั่นและตั้งใจเรียน  ขอให้เต็มที่กับการเป็นนักศึกษาแพทย์  เพราะไม่มีบุญใดที่มากเท่ากับการให้ชีวิต"
เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกดี แม้จะอ่อนล้า (จากการนอนเยอะ?)ไปหน่อยก็ตาม...

เย็นวันศุกร์ก่อนกลับบ้านก็ลากเพื่อนรักไปร้านหนังสือนายอินทร์ที่ใต้ตึกพระศรีฯซะหน่อย
ได้หนังสือเที่ยวโตเกียวมาอีกเล่ม มันเป็นหนังสือพาเที่ยวสถานที่สไตล์อาร์ทๆที่ดูน่าสนใจดี
ตั้งใจจะวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ก็มีหลายๆอย่างอยากทำในช่วงวันหยุดนี้เหลือเกิน
นัดกับเพื่อนรักว่าจะไปเที่ยวเกาะเกร็ดกันปลายอาทิตย์ด้วย
แล้วก็ได้หนังสืออีกเล่มคือ "เจ้าหงิญ" ดูเป็นหนังสือวรรณกรรมเรื่องสั้นที่น่าอ่านดี
เจอหนังสือเล่มนี้ก็พาใจให้คิดถึงตอนเด็กขึ้นมา ตอนนั้นมีนิทานแปลอยู่เล่มหนึ่งที่ชอบอ่านซ้ำไปมา มีนิทานหลายเรื่องรวมอยู่ในนั้น รักมากๆ (...แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วนะ...)

แล้วก็ได้กลับบ้านสักที
รู้สึกตื่นเต้นและรอคอยวันนี้มานาน ทั้งที่วันหยุดก็จะยาวนานแค่ 9 วันเต็มๆ ซึ่งก็รวมเสาร์-อาทิตย์ไปแล้ว 4 วัน
แต่กลับรู้สึกว่ามันมีค่าเหลือเกิน แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงน้อยนิด
ตอนนั่งรถกลับบ้าน  รู้สึกโล่ง ใจเบาหวิว เหมือนมันได้พักพิงจากความอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยและความว้าวุ่นรอบกาย
อิ่มเอมใจที่จะได้พักไปแบบนี้อีกหลายวัน...
ทั้งที่ความจริงหนทางข้างหน้าก็ยังดูหนักหนาอีกเป็นระยะไกล
และการหยุดหลายวันก็ไมได้หมายความว่าจะไปพัก กินๆนอนๆ ตีพุงเล่นทำตัวเหมือนตอนปิดเทอมสมัยเด็กๆได้
ระหว่างนี้
เราก็ต้อง "พยายาม" แบ่งเวลาพักไปทบทวนบทเรียนอยู่ดี
เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกคนเราในการวัดค่าสิ่งใด ส่วนมากมันจะมากน้อยก็วัดด้วยใจตัวเองนี่แหละ



กี่ครั้งที่ฉันหวั่นที่ฉันไหว
กี่ครั้งที่ใจแห้งเหือดจากไฟฝัน
กี่ครั้งที่อยากหยุดลงตรงนั้น
แต่ก็รั้นที่จะฝันวันต่อไป

ฉันไม่รู้อะไรในวันข้างหน้า
ฉันไม่อาจบอกว่ามันจะดีไหม
ฉันรู้เพียงฉันอยากก้าวเดินต่อไป
เติมหัวใจด้วยของขวัญสองข้างทาง

ป.ล.  แถมภาพที่ถ่ายไว้ภาพหนึ่งตอนนั่งเรือไปนนทบุรี (ที่ตอนแรกตั้งใจจะไปเกาะเกร็ดแต่ไม่มีเรือไปเวลานั้น)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ภาพสวยค่ะ

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน รอให้ใจเย็นกันก่อน เพื่อนกันคงคุยกันได้น่ะคะ

เป็นกำลังใจให้นะคะbig smile

#1 By Pat on 2009-10-03 16:45

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile Hot! Hot!
กี่ครั้งที่ฉันหวั่นที่ฉันไหว
กี่ครั้งที่ใจแห้งเหือดจากไฟฝัน
กี่ครั้งที่อยากหยุดลงตรงนั้น
แต่ก็รั้นที่จะฝันวันต่อไป

ฉันไม่รู้อะไรในวันข้างหน้า
ฉันไม่อาจบอกว่ามันจะดีไหม
ฉันรู้เพียงฉันอยากก้าวเดินต่อไป
เติมหัวใจด้วยของขวัญสองข้างทาง

Hot! Hot! ท่อนนี้โดนใจเลยเเต่งได้เพราะมากครับHot!ป.ล.อย่าลืมดูเเลสุขภาพของตัวเองบ้างนะขอรับกระผม cry double wink wink surprised smile embarrassed question question question question question question question question